โฆษณาคือการซื้อพื้นที่เพื่อบอกว่าเราดี ส่วน PR คือการทำให้คนอื่นพูดถึงเราเอง หน้านี้อธิบาย PR Marketing แบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีวัดผล ไปจนถึงการถอดบทเรียนจากแคมเปญระดับประเทศที่คนไทยรู้จักดี
PR ย่อมาจาก Public Relations แปลว่า การประชาสัมพันธ์ คือการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กรกับสาธารณชน ส่วน PR Marketing คือการนำงานประชาสัมพันธ์มาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ สินค้า หรือแนวคิดหนึ่ง ๆ
จุดต่างสำคัญคือ PR ไม่ได้ซื้อพื้นที่สื่อโดยตรง แต่สร้าง “เรื่องที่น่าเล่า” จนสื่อและผู้คนหยิบไปพูดต่อเอง สิ่งที่ได้จึงเรียกว่า Earned Media หรือสื่อที่เราได้มาด้วยเนื้อหา ไม่ใช่ด้วยงบซื้อโฆษณา
ในยุคที่ทุกคนมีมือถือและถ่ายทอดสดได้ตลอดเวลา นิยามของ PR ขยายออกไปไกลกว่าการส่งข่าวประชาสัมพันธ์ให้นักข่าว วันนี้แคมเปญ PR ที่ได้ผลมักเกิดจากการผสมกันระหว่างเรื่องราวที่คนอินจริง สื่อที่พร้อมขยายผล และช่องทางที่แบรนด์เป็นเจ้าของเอง เช่น ไลฟ์สด เพจ หรือคลิปสั้น
สามคำนี้ทำงานร่วมกัน แต่ตอบโจทย์คนละอย่าง เข้าใจความต่างก่อนจะเลือกใช้ได้ถูก
| PR / ประชาสัมพันธ์ | Advertising / โฆษณา | Marketing / การตลาด | |
|---|---|---|---|
| เป้าหมาย | สร้างความเข้าใจ ความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์ | กระตุ้นให้เกิดการรับรู้และการซื้อโดยตรง | ทำให้สินค้าตรงกับความต้องการและขายได้ |
| วิธีเข้าถึงคน | ผ่านสื่อ ผู้นำความคิด และการบอกต่อ | ซื้อพื้นที่สื่อโดยตรง | ครอบคลุมทั้งสินค้า ราคา ช่องทาง และการสื่อสาร |
| ผู้ควบคุมสาร | สื่อและผู้รับสารมีส่วนตีความ | แบรนด์ควบคุมได้เต็มที่ | แบรนด์กำหนดกลยุทธ์ภาพรวม |
| ความน่าเชื่อถือ | สูง เพราะมาจากบุคคลที่สาม | ปานกลาง เพราะคนรู้ว่าเป็นโฆษณา | ขึ้นกับเครื่องมือที่เลือกใช้ |
| วัดผลด้วย | การพูดถึง ทัศนคติ Share of Voice | ยอดวิว คลิก และยอดขาย | ส่วนแบ่งตลาด กำไร และการเติบโต |
ในทางปฏิบัติ แคมเปญหนึ่งมักใช้หลายแบบผสมกัน
การสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชน ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ จัดแถลงข่าว เพื่อให้ข้อมูลถูกเผยแพร่อย่างถูกต้อง
การสื่อสารกับชุมชนรอบข้าง ทำให้คนในพื้นที่เข้าใจและยอมรับการมีอยู่ขององค์กร
การทำงานร่วมกับผู้มีอิทธิพลทางความคิดและการถ่ายทอดสด เพื่อสื่อสารและปิดการขายในเวลาเดียวกัน
การสื่อสารกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการร่วมมือกันในนโยบายสาธารณะ
การเล่าเรื่องกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา โดยยึดผลลัพธ์จริงเป็นแกน ไม่ใช่การสร้างภาพ
การสื่อสารเมื่อเกิดวิกฤตหรือดราม่า ต้องเร็ว ตรง และมีข้อเท็จจริงรองรับ เพื่อหยุดความเข้าใจผิด
กรอบคิดพื้นฐานที่นักประชาสัมพันธ์ใช้กันทั่วโลก แบ่งงานออกเป็น 4 ขั้น
หาข้อมูลว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร เขาคิดอย่างไรอยู่ตอนนี้ และปัญหาที่แท้จริงคืออะไร
วางแผนและลงมือทำสิ่งที่เป็นเนื้อหาจริง เพราะถ้าไม่มีการกระทำ ก็ไม่มีอะไรให้สื่อสาร
เลือกสาร ช่องทาง และจังหวะเวลาให้เหมาะกับคนที่เราอยากให้ได้ยิน
วัดผลว่าการรับรู้และทัศนคติเปลี่ยนไปจริงหรือไม่ แล้วนำกลับไปปรับรอบถัดไป
แคมเปญที่ “ดัง” ไม่เท่ากับแคมเปญที่ “ได้ผล” ตัวเลขด้านล่างช่วยแยกสองอย่างนี้ออกจากกัน
| ตัวชี้วัด | บอกอะไรกับเรา |
|---|---|
| Reach | มีคนเห็นสารของเรากี่คน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายหรือยัง |
| Engagement | คนมีปฏิสัมพันธ์แค่ไหน กดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ หรือดูจนจบ |
| Share of Voice | ในบทสนทนาเรื่องนี้ทั้งหมด มีสัดส่วนที่พูดถึงเราเท่าไร เทียบกับคู่แข่ง |
| Sentiment | คนพูดถึงเราในเชิงบวก กลาง หรือลบ เป็นสัดส่วนเท่าไร |
| Earned Media Value | พื้นที่สื่อที่ได้มาฟรี คิดเป็นมูลค่าเทียบเท่ากับการซื้อโฆษณาเท่าไร |
| Conversion | สุดท้ายแล้วเกิดการกระทำที่ต้องการหรือไม่ เช่น ลงทะเบียน สั่งซื้อ หรือเข้าร่วมโครงการ |
สามแคมเปญนี้อยู่ภายใต้โจทย์เดียวกันคือ “ลดภาระค่าครองชีพและช่วยเศรษฐกิจฐานราก” แต่ใช้เครื่องมือ PR คนละแบบ อ่านแล้วจะเห็นชัดว่ากลไกไหนทำงานอย่างไร
ใช้ราคาเป็นพาดหัว ใช้ไลฟ์สดเป็นเวที และใช้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นเครื่องยืนยันความน่าเชื่อถือ
อ่านกรณีศึกษา ›
เปลี่ยนของที่คุ้นเคยในชุมชนให้กลายเป็นสื่อเคลื่อนที่ ที่วิ่งไปหาคนซื้อถึงหน้าบ้าน
อ่านกรณีศึกษา ›
บทเรียนเรื่องการสื่อสารเงื่อนไขที่ซับซ้อนให้คนหลายสิบล้านคนเข้าใจตรงกันภายในไม่กี่วัน
อ่านกรณีศึกษา ›PR ย่อมาจาก Public Relations แปลว่าการประชาสัมพันธ์ หมายถึงการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กรกับสาธารณชน เมื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดจะเรียกว่า PR Marketing
โฆษณาคือการซื้อพื้นที่สื่อเพื่อสื่อสารสารที่แบรนด์ควบคุมได้เต็มที่ ส่วน PR คือการสร้างเรื่องราวจนสื่อและผู้คนหยิบไปพูดต่อเอง ซึ่งเรียกว่า Earned Media จึงมีความน่าเชื่อถือสูงกว่า แต่ควบคุมสารได้น้อยกว่า
ได้ เริ่มจากการหาเรื่องเล่าที่จริงและเฉพาะตัวของธุรกิจ เช่น ที่มาของวัตถุดิบหรือวิธีดูแลลูกค้า แล้วสื่อสารผ่านช่องทางที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เช่น เพจ ไลฟ์สด หรือคลิปสั้น ก่อนจะขยับไปติดต่อสื่อท้องถิ่นและสื่อเฉพาะกลุ่ม
ควรวัดหลายมิติร่วมกัน ได้แก่ Reach, Engagement, Share of Voice, Sentiment, Earned Media Value และ Conversion เพื่อดูว่านอกจากคนเห็นเยอะแล้ว ทัศนคติเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นและเกิดการกระทำที่ต้องการจริงหรือไม่
ถือเป็นได้ทั้งสองอย่าง ในแง่การขายคือช่องทางจำหน่ายโดยตรง แต่ในแง่การสื่อสาร ไลฟ์ที่มีประเด็นสาธารณะ เช่น การช่วยเกษตรกรระบายผลผลิต จะสร้างการพูดถึงและการรายงานข่าวตามมาจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลลัพธ์แบบงาน PR ชัดเจน
อ่านรายละเอียดของแต่ละแคมเปญ ทั้งที่มา ตัวเลข ผลลัพธ์ และบทเรียนที่นำไปใช้ต่อได้
ตัวเลขสองตัวที่ทำให้นโยบายซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่คนทั้งประเทศเล่าต่อได้
เมื่อของคุ้นตาในชุมชนถูกเปลี่ยนเป็นช่องทางกระจายสินค้าราคาประหยัดถึงหน้าบ้าน
ราคาเดียวที่คนทั้งประเทศจำได้ กับไลฟ์ระบายทุเรียนล้นตลาดที่กลายเป็นกรณีศึกษา Live Commerce PR
แคมเปญที่อยู่ได้นานต้องมีทั้งสองอย่าง ดูฝั่งการลงมือทำจริงได้ที่หน้ารวมโครงการช่วยเหลือชาวบ้าน